หน้ากากอนามัยมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้บ่อยที่สุด มี 2 แบบ คือ

184014

 

1.หน้ากากแบบกระดาษหรือแบบผ้า ซึ่งใช้บ่อยที่สุดและง่ายที่สุด
2.หน้ากากอนามัยชนิด N95

การเลือกใช้หน้ากากอนามัยแบบไหนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ว่าจะใช้ป้องกันเชื้อโรคประเภทใด ซึ่งเชื้อโรคที่เราจะได้ประโยชน์จากการใช้หน้ากากอนามัย มี 2 ประเภท

1.Droplet transmission คือเชื้อโรคที่แพร่กระจายโดยการไอและจาม ส่วนมากเชื้อจะไปไกลไม่เกิน 3 ฟุต เชื้อโรคในกลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่ และ เยื่อหุ้มสมองอักเสบบางชนิด
เชื้อโรคชนิดนี้ ใช้เพียง หน้ากากผ่าตัด (Surgical mask) ก็น่าจะเพียงพอ และถ้าอยู่ห่างจากผู้ป่วยเกิน 3 ฟุต ตามทฤษฎีจะปลอดภัย

2.Airborne transmission คือเชื้อโรคที่แพร่กระจายได้ไกลในอากาศรอบตัว(ไกลมากกว่า 1 เมตร และอาจไกลได้ทั้งห้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องอับ ห้องแอร์) เช่น วัณโรค การจะป้องกันเชื้อโรคกลุ่มนี้ต้องใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 จึงจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันโรค

สรุปได้ว่า

1.หน้ากากอนามัยแบบกระดาษหรือแบบผ้า ที่นิยมใช้กันทั่วไป ไม่อาจป้องกันได้ทุกโรค และเชื้อโรคอันตรายเช่นวัณโรคจะป้องกันไม่ได้

2.หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือชนิด N95 แต่ก็มีข้อจำกัดคือ
– เวลาใส่จะอึดอัดมาก(ตัวเองชอบคิดว่า N95 เนี่ยนอกจากกันเชื้อโรคแล้วเหมือนมันกันอากาศเข้ามาด้วยเลยนะเนี่ย ใครที่เคยใส่จะรู้ดีว่าอึดอัดแค่ไหนค่ะ)
– ต้องใส่ให้แนบสนิทกับใบหน้าจริง ๆ จึงจะได้ผล ถ้าใส่ไม่แนบ เกิดรูใหญ่ๆ ที่ตรงคางหรือแก้มหรือจมูกก็ตาม เชื้อโรคจะเข้าทางนั้นได้สบาย

3.ถ้าเจอคนเป็นหวัดธรรมดาแล้วไม่อยากใส่หน้ากากและไม่อยากติดโรคด้วย ให้อยู่ห่างๆ เกิน 3 ฟุต

4.ทางป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ดีที่สุดคือ อย่าไปสัมผัสเชื้อ ดังนั้น เวลามีโรคระบาดเมื่อไหร่ก็ตาม อย่าไปอยู่ในที่ชุมชนและที่ที่มีคนเยอะ ๆ 


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *